HS1AN  
 
Wednesday, September 08 2010  
หน้าแรก arrow กิจการวิทยุสมัครเล่น arrow ....ศูนย์....อะไร ? แห่งชาติ !!!


SourceForge.net
....ศูนย์....อะไร ? แห่งชาติ !!! PDF Print E-mail
Written by HS1QEB   
Wednesday, 09 September 2009

....ศูนย์....อะไร ? แห่งชาติ !!!

โดย แดง  ศิริธนาทรัพย์  HS1DMW

          จากการติดตามการทำงานและมองดูบทบาทหน้าที่ของ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติมานี้ ทำให้มีความรู้สึกเสียดายเงินภาษีอากรที่เราต้องจ่ายให้กับหน่วยงานที่ว่า  เพื่อใช้จ่ายดำเนินการทุกอย่างตลอดจนเงินเดือน เมื่อมาจัดลำดับความสำคัญ ความจำเป็น เพื่อมองหาความรับผิดชอบ ตลอดจนอำนาจหน้าที่ ที่ทำอยู่กันนั้น ชักสงสัยว่ามันถูกต้องตรงตามที่ชื่อขององค์กรตั้งไว้หรือไม่ ตรงนี้สำคัญมาก ซึ่งการจัดตั้งองค์กรขึ้นนั้นจะต้องจัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ที่ชัดเจนในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของราษฏรเป็นที่ตั้ง การจัดตั้งองค์กรนี้นั้นมีความฮือฮาและจัดตั้งทำกันอย่างโครมครามเป็นเรื่องเป็นราวก็เป็นช่วงหลังจากที่เกิดคลื่นยักษ์ สึนามิ ...

          ความตื่นตระหนกของรัฐ ผนวกกับความสูญเสียของเอกชน ทำให้ผู้คนทั่วไปรู้สึกว่าภัยของ สึนามิ นี้ มันเป็นภัยที่น่าสะพึงกลัวและมันแฝงตัวอยู่กับธรรมชาติอันสวยงาม และแทบไม่มีโอกาสที่จะรู้เลยว่า มันจะแสดงตัวออกมาเมื่อไร สิ่งนี้เองทำให้ผู้คนต่างก็รู้สึกหวาดกลัวกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ และผลของมันที่ได้แสดงแผลงฤทธิ์ให้เห็นกันนั้น มันช่างน่าสะพึงกลัวเกินกว่าที่จะบรรยายได้            

          ชีวิตใครๆก็รัก  ด้วยเหตุของความกลัวตาย ด้วยความหวงห่วงชีวิตของตนเอง ผู้คนจึงเรียกร้องมองหาความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน ต่างก็ต้องการใครหรือหน่วยงานอะไรสักอย่างที่จะมาทำหน้าที่คอยเตือนแจ้งเหตุ คอยให้ความรู้ คำตอบก็คือต้องจัดตั้ง ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ขึ้นโดยใช้งบประมาณจำนวนมากมายที่เทลงไปบนความหวาดระแวงและความกลัวภัย สึนามิ ของผู้คน            

          การจัดตั้งองค์กรนี้จึงถูกจัดตั้งด้วยเหตุที่เกิดขึ้นจากภัย สึนามิ และจะมีเป้าหมายเพียงติดตามเรื่องราวและสิ่งบอกเหตุที่จะเกิด สึนามิ เท่านั้นหรือ? มีข้อมูลมากมายว่าองค์กรนี้เริ่มถูกจูงไปสู่การแสวงหาประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่กรูเข้ามามีบทบาทครอบงำ จนศูนย์นี้มัปัญหาเรื่องผู้นำองค์กรที่ไม่ลงตัวกับฝ่ายบริหารด้วยกันเอง ตลอดจนถึงฝ่ายปฏิบัติการ อดีตผู้นำองค์กรนี้ยังออกมาชี้ให้เห็นความไม่สามารถทำงานได้อย่างแท้จริงของ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และยังได้จัดตั้งองค์กรในลักษณะเดียวกันในรูปของ NGO ขึ้นโดยประกาศยืนยันว่าจะทำงานในบทบาทหน้าที่ของศูนย์เตือนภัยอีกรูปแบบหนึ่งที่คิดว่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่า ทำให้มองเห็นสภาพที่บกพร่องของศูนย์เตือนภัยพิบัติได้แจ่มชัดขึ้น            

          งานที่ศูนย์เตือนภัยฯควรจะต้องเร่งทำก็คือ การทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ด้วยการกำหนดบทบาทหน้าที่ ขอบเขตของงานแจ้งเตือนภัย และแก้ไขมิให้เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนหรือล่าช้ากว่าสถานการณ์จริงอย่างที่เป็นอยู่            

          เป็นงานหนักที่จะต้องแสดงให้ประชาชนได้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่เป็นที่และเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง เพื่อประโยชน์ในการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่าศูนย์เตือนภัยจะนำเสนอภาพลักษณ์ที่ว่านี้ เพราะเท่าที่ติดตามดูมานั้นยังขาดความชัดเจน ขาดภาวะ ขาดประสิทธิภาพ ขาดความเป็นตัวของตัวเองขององค์กร ทั้งๆที่มีสภาพ,ขนาด,และสถานะขององค์กรในระดับแห่งชาติ แต่กลับมีบทบาททำหน้าที่ได้เพียงแผนกเล็กๆ เพียงแผนกหนึ่งเท่านั้นเอง            

          ด้วยบทบาทและหน้าที่ที่มิได้กำหนดให้ชัดเจนไว้ตั้งแต่แรกใช่หรือไม่? จึงทำให้มีปัญหาหลายอย่าง แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังตอบคำถามของประชาชนได้ไม่ชัดเจนว่า เป็นศูนย์เตือนภัยหรือศูนย์อะไร? กันแน่ เช่น การออกคำสั่งให้เคลื่อนย้ายอพยพประชาชนนั้นใครเป็นผู้ตัดสินใจ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสำนักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ใครคือเจ้าภาพที่มีอำนาจที่แท้จริงกันแน่ ในการสั่งอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนและหากเกิดความบกพร่องเสียหาย ในการสั่งเคลื่อนย้ายอพยพ ประชาชนผู้เสียหายจะเรียกร้องความเสียหายได้จากใคร         

          โดยหลักการแล้วหากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์เตือนภัยที่สมบูรณ์นั้น ศูนย์เตือนภัยพิบัตินี้จะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือตรวจวัดสภาพธรรมชาติ และบุคลากรที่มีองค์ความรู้ในด้านการใช้เครื่องมือและการคำนวน ที่จะทำการหาข้อมูล,วิเคราะห์ข้อมูล,เกี่ยวกับภัยทางธรรมชาติต่างๆ เพื่อให้คำพยากรณ์ ศูนย์เตือนภัยพิบัติจะต้องมีบุคคลากรจำนวนมากในลักษณะเดียวกันกับกรมอุตุนิยมวิทยา มีเครื่องมือที่ต้องใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาล แต่ศูนย์เตือนภัยที่เห็นอยู่นี้ ไม่มีนักวิชาการด้านการพยากรณ์สภาวะธรรมชาติ ไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะวิเคราะห์บ่งชี้สภาพสภาวะภัยธรรมชาติ แล้วศูนย์เตือนภัยพิบัติจะกล้าหาญออกประกาศเตือนประชาชนด้วยองค์ความรู้ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเองหรือ? ในทางปฏิบัติศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติใช้ข้อมูลที่ได้จาก กรมอุตุนิยมวิทยาที่เป็นองค์กรหลักในการพยากรณ์สภาพดินฟ้าอากาศและสภาพธรรมชาติ คำเตือนต่างๆที่ใช้เตือนประชาชนจึงเป็นคำเตือนที่ออกจากกรอุตุนิยมวิทยาล้วนๆ เพราะมีนักวิชาการที่พร้อมรับผิดชอบการออกประกาศเตือนให้ประชาชนระวังภัย ส่วนศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ไม่สามารถทำหน้าที่ในส่วนที่เป็นปฐมภูมินี้ได้            

          จึงมีคำถามถามว่า ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ต่างก็ได้รับข้อมูลการเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา เท่าๆกับประชาชนทั่วไปใช่หรือไม่ ? คำตอบก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าใช่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องรอรับข้อมูลข่าวสารจาก กรมอุตุนิยมวิทยาในลักษณะข่าวสาร ทุติยภูมิ ไม่ใช่เป็นผู้ที่สามารถผลิตข้อมูลที่จะออกเตือนได้ด้วยตนเอง ดังนั้นหน้าที่ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จึงทำได้แค่เพียง แผนกประชาสัมพันธ์ ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้กับกรมอุตุนิยมวิทยาไปพร้อมๆกับหน่วยงานอื่นๆเท่านั้น ไม่ใช่หน่วยงานที่สามารถออกประกาศเตือนภัยได้ด้วยการผลิตข้อมูลข่าวสารและให้คำพยากรณ์ จากหน่วยงานของตนเอง  แต่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเลี้ยงองค์กรมากมาย อีกทั้งยังจะมีแนวโน้มว่าจะมีการตั้งงบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดหาซื้ออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างยิ่ง เพราะในองค์กรศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาตินั้นไม่มีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ในด้านการใช้เครื่องมือตรวจวัดและวิเคราะห์สภาพอากาศและสภาวะธรรมชาติดังกล่าวมาก่อน  ทำให้หลาบฝ่ายเกิดความวิตกว่า ศูนย์เตือนภัยคงจะต้องอาศัยเหตุการณ์ภัยพิบัติจริงโดยมีชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเครื่องฝึกซ้อม พนักงานเจ้าหน้าที่หรืออย่างไร ? และการของบประมาณมานี้ เครื่องมือเครื่องไม้ที่ได้มา ก็จะทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับกรมอุตุนิยมวิทยา แล้วหากเกิดวิเคราะห์แล้วไม่ตรงกัน ประชาชนจะเชื่อถือใครกันดี ก็จะเกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นได้      

          โดยเฉพาะการฝึกซ้อมของศูนย์เตือนภัย เท่าที่สังเกตก็ทำเฉพาะเขตพื้นที่ที่เสี่ยงภัย เฉพาะสึนามิเท่านั้น ในประเด็นการฝึกซ้อมนั้น ต้องอาศัยหน่วยงานอื่นเป็นแกนให้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเคลื่อนและขนย้ายประชากร การควบคุมสถานการณ์ในภาวะวิกฤตก็ต้องอาศัยหน่วยงานด้านปกครองและปราบปราม รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กรมอนามัย หน่วยงานอาสาสมัครต่างๆ เป็นหลัก            

          นี่คือปัญหาอีกประการหนึ่งก็คืออำนาจหน้าที่ที่ดูเหมือนจะซ้ำซ้อนกันแบบขาดๆเกินๆ กับองค์กรของรัฐอื่นๆเช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานด้านสาธารณสุข กรมการปกครอง และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องเข้ามาเป็นตัวยืนในการฝึกซ้อมให้กัยศูนย์เตือนภัยที่ไม่มีอะไรถือติดมือมาเลย มาแต่ตัวเปล่าๆ ถือคำสั่งในสังกัดรัฐมนตรี แล้วใช้ทรัพยากรของหน่วยงานอื่น ฝึกซ้อมอย่างนี้บ่อยๆ ใครๆก็ถอยหนีกันหมด ในความเห็นเป็นการส่วนตัว จากประสบการณ์ที่ผ่านมามีความเชื่อมั่นว่า องค์กรที่กล่าวถึงเหล่านั้นเขาสามารถที่จะจัดฝึกซ้อมในลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเข้ามาบัญชาการเลย           

          ผมรู้สึกกังวลและเป็นห่วงว่า ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นั้นทำได้แค่นี้เองหรือ? ทั้งที่จริงแล้วชื่อของกระทรวงนั้นก็เป็นตัวกรอบให้ศูนย์นี้ทำงานอยู่แล้ว เพียงเอาบทบาทหน้าที่ผนวกกับงานแจ้งเตือนภัย แล้วมองดูทรัพยากรที่มีอยู่ของชาติที่มีอยู่แล้วมาประยุกติ์ กำหนดบทบาทหน้าที่และภาพลักษณ์ให้เป็นเรื่องเป็นราวให้มีเป้าหมายและขอบเขตในการทำงานของศูนย์ฯที่ชัดเจน สร้างยุทธศาสตร์และกำหนดยุทธวิธี เพื่อนำสู่ภาคปฏิบัติที่สามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อจะต้องแจ้งเตือนภัย เมื่อจะต้องเตือนให้ปฏิบัติอย่างไรในการรับมือพิบัติภัยอย่างถูกต้อง            

          คงต้องหาเวลาพูดคุยและทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และหาคำจำกัดความในภาพลักษณ์ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาตินี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวในโอกาสต่อไป ในฐานะที่เป็นผู้เสียภาษีและเป็นผู้ที่น่าจะได้รับการบริการจากศูนย์นี้โดยชอบ และในฐานะที่เป็นผู้เกี่ยวข้องในการสื่อสารของชาติที่ทำอยู่ ตั้งแต่การแก้ไขภาวะวิกฤตด้านการสื่อสารกรณีพายุเกย์ การให้ความช่วยเหลือติดต่อสื่อสารและสนับสนุนการสื่อสารด้านภาษาต่างๆในกรณี สึนามิ ที่ผ่านมา จากประสบการณ์เหล่านี้ที่ได้ประสบกับตนเองเพราะเป็นผู้ลงไปปฏิบัติงานด้านการสื่อสารในแขนงต่างๆด้วยตนเอง             

          เมื่อมาเห็นวิธีการทำงานและการฝึกซ้อมของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่ทำกันอยู่นี้ ทำให้เกิดความรู้สึก เสียดายงบประมาณ เสียดายเวลาและรู้สึกสงสารประชาชนตาดำๆ ที่อาจต้องเผชิญกับความหายนะที่เกิดจากภัยพิบัติอย่างยิ่ง ทั้งนี้มิได้กล่าวตำหนิว่าการฝึกซ้อมหรือการทำงานที่ผ่านมาของศูนย์นี้ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็มีประโยชน์บ้างแต่มันก็ยังไม่ถูกทาง ทั้งๆที่ กรอบของกระทรวงนี้ได้กำหนดบทบาทเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ไม่รู้ว่า ผู้บริหารศูนย์นี้จะมุ่งหมายให้ไปในทิศทางใด            

          ทั้งนี้หากจะให้สรุปบทบาทหน้าที่ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติตามที่ได้เห็นมากับตานั้น ศูนย์เตือนภัยพิบัติฯนั้น จัดสถานะได้เพียงแค่ระดับ แผนกประกาศแจ้งเตือนภัย ซึ่งมีฐานะเป็นแผนกๆหนึ่งที่อยู่ในกำกับดูแลของกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น            

          การที่จะไปเที่ยวหางบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับการพยากรณ์ การวัดสภาพธรรมชาติเพื่อแจ้งเตือนภัย ก็น่าจะอยู่ในส่วนของผู้ที่มีความชำนาญอยู่แล้ว นั่นก็คือกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อศูนย์เตือนภัยพิบัติ มีฐานะเป็นเพียงหน่วยงานในสังกัดโดยตรงของกรมอุตุนิยมวิทยาแล้วศูนย์เตือนภัยพิบัติก็จะกลายเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลข่าวสารการเตือนภัยที่เป็นปฐมภูมิทันที คือทำหน้าที่ออกเตือนภัยได้โดยตรงในนามของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อกรมอุตุนิยมวิเคราะห์สภาพอากาศและเหตุภัยธรรมชาติแล้ว ศูนย์เตือนภัยพิบัติในสังกัดก็จะทำหน้าที่ออกเตือนภัยได้ในทันที ด้วยการตัดตอนและลดหน้าที่การออกประกาศยกให้เป็นบทบาทของศูนย์เตือนภัย งบประมาณที่บานปลายของศูนย์เตือนภัยก็จะลดฮวบลงทันที อีกทั้งหน้าที่ก็ชัดเจนขึ้น บทบาทก็โดดเด่น มันน่าจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ ? ก็ต้องฝากไปยังท่านรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ผู้มีหน้าที่บังคับบัญชาโดยตรงได้พิจารณาทบทวน ให้ดี           

          หรือหากมีความเห็นว่า ศูนย์เตือนภัยเมื่อจัดตั้งขึ้นมาแล้วก็น่าที่จะทำงานได้ ก็ควรต้องกำหนดขอบเขตงานเสียใหม่ตามที่ได้ไปศึกษาดูงานมาจากต่างประเทศกันมา และนำข้อมูลที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นมาพัฒนาการทำงาน ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาตินี้ก็คงจะมิใช่ทำหน้าที่เตือนเฉพาะภัย สึนามิ เท่านั้น แต่จะต้องมองให้เห็นปัจจัยเหตุที่จะเกิด ภัย โดยมองให้เห็นภัย ก่อนที่จะเกิด ขึ้นเสียก่อน ซึ่ง ภัยนั้นอาจกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้างได้ อาทิ เช่นมองเจาะลงไปถึงผู้ที่มีศักยภาพในการเก็บกักทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ น้ำในเขื่อน,คลังน้ำมัน,สถานีส่งแก็ส,คลังเก็บสารเคมี,แหล่งจ่ายผลิตกระแสไฟฟ้า,ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งเหล่านี้ล้วนที่อาจจะเกิดภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆขึ้นได้ ซึ่งศูนย์นี้ต้องทำหน้าที่ที่จะต้องคิดและมองออกไปข้างหน้าแล้วทำแผนในการติดตาม และแจ้งเตือนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนและต้องมีแผนงานรองรับเพื่อประกาศเตือนภัยและติดตามให้ข่าวสารข้อมูลกับประชาชนในสภาวะการณ์วิกฤตว่าจะต้องทำอย่างไร  นี่คือหน้าตาและภาพลักษณ์ใหม่ของศูนย์นี้ที่ประชาชนอยากเห็น ก็เป็นแนวทางที่ฝากไว้ว่าหากจะรักษา ศูนย์ฯนี้เอาไว้ ก็ควรให้มีบทบาทที่น่าสนใจมากว่านี้ เพราะเหตุที่ไม่ใช่เป็น ศูนย์เตือนภัยพิบัติธรรมชาติ แต่จะต้องทำหน้าที่เป็น ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่ต้องสามารถทำหน้าที่เตือนภัยต่างๆ..ได้อย่างครอบคลุม ให้แตกต่างไปจากปัจจุบัน ที่ใครๆ ก็ชักไม่แน่ใจ ว่าเป็น........................ ………….“ ศูนย์อะไร ?”  ของชาติ  !!!

Last Updated ( Wednesday, 09 September 2009 )
 
Random text

Visit MIRO the open source mamboserver project sponsors
Main Menu
หน้าแรก
ความเป็นมาของ HS1AN
ข้อมูลสถานี HS1AN
จิตอาสา(VolunteerSpirit)
กิจกรรมเพื่อสังคม
กิจการวิทยุสมัครเล่น
สาระน่ารู้ทางด้านเทคนิค
ร่างระเบียบ AR (2549)
ร่างระเบียบ AR (2550)
เรื่องเฮฮาภาษาวิทยุฯ
สถานีทวนสัญญาณ
สถานีEcholinkทั่วประเทศ
ทำเนียบชมรม ฯ
ข่าวประชาสัมพันธ์
รวมเวบไซด์
ค้นหา
วีอาร์การชาด 48
HS1WFK
เวบบอร์ด
HS1AN TEAM
สมาคมนักวิทยุอาสาสมัคร


CMS as it should be - easy quick and multi platform compatible

Powered by Mambo 4.5.1