|
สังคมวุ่นวาย ใครเป็นคนแก้ |
|
|
|
|
Written by HS1QEB
|
|
Sunday, 16 September 2007 |
สังคมวุ่นวาย ใครเป็นคนแก้ โดย ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ สถาบันการบริหารและจิตวิทยา ช่วงนี้มีข่าวสารการเมืองร้อนระอุ ข่าวเหตุการณ์ร้ายทางใต้รายวัน ข่าวแผ่นดินไหวภัยธรรมชาติอยู่เป็นประจำ ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเห็นได้ชัด มนุษย์ตัวน้อยๆอย่างเราที่อยู่ท่ามกลางพลวัตรมากมายเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไร เราคนเดียวจะไปเปลี่ยนอะไรได้ ใครหนอจะเป็นคนมาแก้ หรือเราจะยอมจำนนอยู่ในสภาวะเช่นนี้ |
|
Read more...
|
|
|
อาฟเตอร์เวิร์ก : จิตอาสาแบ่งเวลาช่วยสังคม |
|
|
|
|
Written by HS1QEB
|
|
Tuesday, 11 September 2007 |
“ผมคิดว่าหากเราอยากทำอะไรสักอย่าง เราก็ลุกขึ้นมาทำเลย เพราะในระบอบประชาธิปไตย เรามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เรามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของประเทศ นี่คือประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม คือเราทำได้ ไม่ต้องรอใคร
ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์
อาฟเตอร์เวิร์ก : ‘จิตอาสา’แบ่งเวลาช่วยสังคมเคยบ้างไหมที่เกิดความรู้สึกว่าอยากใช้เวลาที่ว่างเว้นจากงานประจำ ไปช่วยเหลือคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไร ดี? ไม่รู้ว่าจะไปยื่นความจำนงที่ไหนที่จะทำให้เรามีโอกาสได้ช่วยเหลือสังคมบ้าง? และมีงานอะไรที่เหมาะกับเรา?อุปสรรคเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แค่สมัครเป็นอาสาสมัครที่ “ศูนย์ประสานงานเครือข่ายจิตอาสา” แล้วติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ว่าจะมีกิจกรรมใดบ้างที่ต้องการอาสาสมัคร ซึ่งอยู่ในข่ายความสามารถที่เราทำได้ ก็มีโอกาสใช้เวลาและความสามารถช่วยสังคมได้แล้ว ศูนย์ประสานงานเครือข่ายจิตอาสา เกิดขึ้นจากองค์กรอาสาสมัคร 21 หน่วยงานผนึกกำลังครั้งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิเมื่อปี 2547 และดำเนินการต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจของอาสาสมัครต่อไป จากวันนั้นจวบจนวันนี้มีอาสาสมัครที่ลงชื่อสมัครกับ “จิตอาสา” แล้วกว่า 5,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 3,000 คน ลงแรงทำงานแล้วตามกลุ่มกิจกรรมที่ตนเองสนใจตลอดปีที่ผ่านมา หน้าที่ของ “จิตอาสา” คือเป็นตัวกลางประสานงานระหว่างกลุ่มอาสาสมัครกับเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านอาสาสมัครและทำงานเพื่อสังคม ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของแต่ละเครือข่ายว่าจะจัดกิจกรรมที่ไหน เมื่อไร หากอาสาสมัครคนไหนสนใจก็ให้ลงชื่อไว้ แล้ว “จิตอาสา” จะติดต่อกลับเพื่อนัดหมายอีกครั้ง ซึ่งแต่ละกิจกรรมจะเปิดรับอาสาสมัครประมาณ 50 - 100 คน ขึ้นอยู่กับงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และพื้นที่ของการทำกิจกรรม หากกิจกรรมใดมีอาสาสมัครสนใจลงชื่อไว้มาก ก็จะเปิดโอกาสให้อาสาสมัครที่ยังไม่เคยร่วมกิจกรรมหรือร่วมกิจกรรมไม่บ่อยนักได้มีโอกาสทำกิจกรรมก่อนอาสาสมัครที่ร่วมกิจกรรมอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อให้อาสาสมัครทุกคนได้ทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครนักศึกษาฟื้นฟูชุมชนอันดามัน, มหกรรมดนตรีรวมพลคนอาสา, จิตอาสา ปันศรัทธาและอาทร, จิตอาสา เจ้าพระยาใสสะอาด, กุฏิดิน พุทธบูชา, อาสารักษ์ป่า ปลูกป่า และอาสาปรับภูมิทัศน์ เป็นต้นการเป็นอาสาสมัครไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายเพราะ ต้องทำด้วยใจจริง ๆ เป็นงานที่ไม่มีค่าตอบแทน คนเป็นอาสาสมัครต้องมีจิตอาสาที่อยากจะทำความดีช่วยเหลือสังคม ไม่จำกัดอายุ เพศ การศึกษา หน้าที่การงาน ขอแค่มีใจอาสาเท่านั้น สนใจสมัครได้ที่ www.volunteerspirit.org หรือโทร. 0-2938-2636 อาสาสมัครที่มาทำงานมีทั้งที่เป็นกลุ่มนักศึกษา กลุ่มคนทำงานซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด กลุ่มคนมีอายุ หรือแม้แต่เด็กก็มี โดยจะมากันเป็นครอบครัวก็ได้ ถือเป็นการดีด้วยซ้ำที่เราจะได้สอนให้เด็กรู้จักการให้และการเสียสละตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วยการเป็นอาสาสมัครใช่ว่าจะเป็นแต่ผู้ให้เพียงฝ่ายเดียว ความจริงเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ เพราะนอกจากจะได้ทำงานช่วยเหลือสังคมแล้ว ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ ได้ความรู้ ประสบการณ์ในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เป็นการฝึกทั้งกายและใจ ให้มีความอดทน เสียสละ รู้จักให้และรู้จักแบ่งปัน. |
|
Last Updated ( Tuesday, 11 September 2007 )
|
|
|
ปี 2550 ปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม |
|
|
|
|
Written by HS1QEB
|
|
Sunday, 09 September 2007 |
|
ชาวนักวิทยุสมัครเล่นและชาวอาสาสมัครทุกคนอย่างเรานั้นต้องยอมรับกันค่ะ...ว่าจะหาคนเข้าใจสิ่งที่เราทำอยู่...สิ่งที่เราทำเพื่อสังคม...นั้นยาก...เสียจริงๆ อาสาไปเสียสละมา...ก็จะถูกหาว่าบ้าไปเสียอีก...เป็นชะตากรรมที่รันทดเสียจริงนะคะ แต่วันนี้เป็นที่น่าดีใจของพวกเรานะคะ ที่รัฐบาลยุคนี้ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่บางท่านถือว่า "เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ " อย่าง "จิตอาสา" ที่เรากระทำกันอยู่นี้ จนกระทั่งบรรจุเป็น "วาระแห่งชาติ การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม" ทำให้พวกเรารู้สึกมีกำลังใจกันขึ้นมาค่ะ ทางชมรมนักวิทยุอาสาสมัครจังหวัดนนทบุรี ได้เปิด "เมนู จิตอาสา (VolunteerSpirit)" ขึ้น เพื่อนำเสนอบทความหรือกิจกรรมดีๆ หรือ สิ่งที่พวกเราได้ "อาสา" ทำเพื่อสังคมค่ะ ถ้าเพื่อนๆต้องการลงบทความหรือกิจกรรมใดๆ สามารถส่งมาได้ที่
นะคะ เราจะได้มีตัวอย่างดีๆ คนที่มี "จิตอาสา" ทำเพื่อสังคมมากๆ สังคมไทยจะได้เป็นสังคมที่น่าอยู่ค่ะ |
|
Last Updated ( Sunday, 09 September 2007 )
|
|
|
Written by HS1QEB
|
|
Sunday, 09 September 2007 |
จิตอาสา...ทำไม?ดร. มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ หลายคนมีคำถามกับสังคมว่าทำไมความวุ่นวายของสังคมจึงมากนัก การแข่งขันที่ร้อนแรงในทุกๆด้าน การทำลายสิ่งแวดล้อม การเอาเปรียบผู้ด้อยโอกาส การปล่อยมลพิษสู่สังคม การว่าร้ายเสียดแทง การแก่งแย่งชิงดี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มาจากสาเหตุเบื้องต้นคล้ายๆกันคือ ความเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ได้ในส่วนตนเป็นหลัก ใช่หรือไม่ ทำอย่างไรจะลดความเอาแต่ได้ลงบ้าง ตรงกันข้ามกับการเอาเข้ามาใส่ตัวก็คือ “การให้” แก่คนอื่นออกไป เมื่อคนต่างๆเริ่มมองออกไปสู่ภายนอก แค่นอกจากตัวเองเท่านั้นเอง มองเห็นผู้อื่นอย่างลึกซึ้งแท้จริงมากขึ้น เริ่มเข้าใจมุมมองของคนอื่น เขาต้องการอะไร เขาอยู่ในสภาพไหน เราช่วยอะไรได้บ้าง มองเห็นสังคม เห็นความเป็นไป เห็นแนวทางที่จะช่วยกันลดปัญหา เริ่มให้ เริ่มสละสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น เวลา แรงงาน เงิน สิ่งของ อวัยวะหรือแม้กระทั่งสละความเป็นตัวเราของเรา ซึ่งนั่นเป็นหนทางการพัฒนาจิตใจแต่ละคนได้อย่างเป็นรูปธรรมจิตสาธารณะตรงนี้ที่มองเห็นผู้อื่นเห็นสังคมดังนี้เองที่เราเรียกกันว่า “จิตอาสา” จิตใจที่เห็นผู้อื่นด้วย ไม่เพียงแต่ตัวเราเอง เราอาจจะยื่นมือออกไปทำอะไรให้ได้บ้าง เสียสละอะไรได้บ้าง ช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แบบเพื่อนช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ใช่ผู้เหนือกว่า มีน้ำใจแก่กันและกันไม่นิ่งดูดายแบบที่เรื่องอะไรจะเกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับฉันฉันไม่สนใจ สามารถแสดงออกมาได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการให้รูปแบบต่างๆ ตลอดจนการอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคม ปัจจุบันได้มีวาระแห่งชาติการให้และอาสาช่วยเหลือสังคมแล้ว เป็นการร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริม “จิตอาสา” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการปลุกน้ำใจคนไทยให้งอกงามกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มาช่วยกันดูแลสังคมไทยร่วมกัน ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัว อย่างน้อย มองออกมานอกกรอบของเรื่องตัวเอง ออกมาดูคนอื่น เห็นใจ เข้าใจคนอื่นกันมากขึ้น ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี ทำดีให้เป็นรูปธรรมกันมากขึ้นในสังคมไทย มิใช่เพียงแต่วิจารณ์ ต่อว่าใครหรือคนกลุ่มใดที่ควรรับผิดชอบ แต่ออกมารับผิดชอบ มีส่วนร่วมด้วยกัน เพียงแค่คนไทยแต่ละคน ลุกขึ้นมาทำความดีกันคนละนิด คนละนิดเดียวเท่านั้น ประเทศชาติของเราน่าจะงดงามขึ้นอีกไม่น้อย เช่น เพียงร่วมกันบริจาคเงินกันเพียงคนละ ๑๐ บาท เราก็จะมีงบประมาณช่วยเหลือสังคมขึ้นมาทันที ๖๐๐-๗๐๐ ล้านบาท ถ้าเราอาสาช่วยเหลือสังคมคนละเพียงหนึ่งชั่วโมงต่อปี เราก็จะมีถึง ๖๐-๗๐ ล้านชั่วโมงที่คนมาช่วยเหลือกัน เราลองนึกดูกันซิคะว่าสังคมเราจะเป็นอย่างไร ถ้าคนไทยมีจิตอาสากันเต็มแผ่นดิน ความสุขสงบของสังคมคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เรามาช่วยกันสร้าง “จิตอาสา” กันเถอะค่ะ J | |
| |
|
|
Written by HS1QEB
|
|
Sunday, 09 September 2007 |
 จิตอาสาคืออะไรเขียน: ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ ตั้งแต่ครั้งที่คลื่นยักษ์สึนามิถาโถมทำคนล้มตายเป็นพันในประเทศไทยในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ เป็นเหตุให้คนทั่วโลกทั้งไทยเทศช็อคและเศร้าโศกเสียใจกันมานั้น มีปรากฏการณ์หนึ่งที่ทำให้ประหลาดใจคนทั่วไปอีกเช่นกัน นั่นคือ ความงดงามของจิตใจผู้คนทั้งหลายที่ทนไม่ได้กับความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ แต่ละคนพยายามหาทางช่วยเหลือกัน ไม่ว่าจะทางไหนที่ทำได้ ตั้งแต่การบริจาคทรัพย์ สิ่งของ หรือแม้แต่เอาตัวลงไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือกันเท่าที่จะทำได้ โดยไม่แยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือชนชั้น นับเป็นความงดงามที่หลายคนนึกว่ามนุษย์ยุคนี้ไม่มีเหลือแล้ว
ในประเทศไทยมีอาสาสมัครนับพันนับหมื่นคนหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปช่วยเหลือเรียนรู้กับผู้ประสบภัยสีนามิจนเกิดเป็นคลื่นมวลชนจิตอาสาทำงานต่อเนื่องกันมาถึงในปัจจุบันและขยายเครือข่ายขยายงานอาสาทำดีเพื่อสังคมชัดขึ้น เพื่อระลึกถึงความดีงามที่ผุดขึ้นมาจากมวลชนหลากหลายตั้งแต่วันนั้น จึงกำหนดวันที่ ๒๗ ธันวาคม ของทุกปีเป็น “วันจิตอาสา” เพื่อเตือนใจและส่งเสริมให้พวกเราแต่ละคนทำดีกันต่อไป อาสาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์กันต่อไป ขยายผลต่อไปในรูปแบบต่างๆ
ภาคธุรกิจเอกชน นับเป็นเพื่อนที่สำคัญไม่น้อยในการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลในสังคม โดยเฉพาะในยามวิกฤต ภาคธุรกิจคือภาคที่ภาคส่วนอื่นอาจเห็นว่าเป็นภาคที่ทำเพื่อตัวเองเป็นส่วนใหญ่ หากำไรก็เข้าตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อสังคม หรือเพื่อผู้อื่นเหมือนเพื่อนในภาคสังคม หรือภาคราชการ แต่ในวันนั้นจวบจนวันนี้เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่า คนในภาคธุรกิจเอกชน ก็เป็น “คน” เหมือนกับภาคอื่นๆ แถมหลายคนยังมีทรัพยากรเงิน ทรัพยากรสิ่งของ และทรัพยากรความรู้มากมายอีกด้วยซ้ำ
กระแส CSR: Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจต่างๆที่เกิดขึ้นมามากเป็นพิเศษในช่วงสองปีนี้ทั้งในและต่างประเทศ ก็สอดคล้องล้อตามกันมา กูรูหรืออาจารย์ดังระดับโลกต่างๆ ก็ออกมาคุยกันชัดๆในมิติการอยู่อย่างยั่งยืนและสมดุล ภาพจิ๊กซอว์เหล่านี้ต่อกันออกมาเห็นเป็นกระแสธารใหญ่ ที่อาจจะกลายเป็นกระแสหลักในอนาคตได้ เพราะเป็นกระแสของความจำเป็น เป็นกระแสของความต้องการพื้นฐานแท้จริงของเราชาวมนุษย์
จิตอาสาคืออะไร หลายคนช่วยกันนิยามคำนี้กันตามที่รู้สึกมาจากส่วนลึก ไม่ว่าจะพูดกันอย่างไร ก็ชี้กันไปในแนวทางเดียวกัน เมื่อวันก่อนที่เวทีวิจัยเรื่องการให้และอาสาสมัคร จัดโดย UNDP, กระทรวงพัฒนาสังคมฯ, บ.บางจาก (มหาชน) และเครือข่ายจิตอาสา มีคนมาจากหลายภาคส่วนคุยกันระดมสมองกันในเรื่องจิตอาสาและการขับเคลื่อนในสังคมไทย ผู้เขียนนั่งอยู่กันกลุ่มแบ่งย่อย กลุ่มศาสนา ซึ่งมีตัวเแทนศาสนาต่างๆ มีทั้งบาทหลวงศาสนาคริสต์ ตัวแทนสตรีและเยาวชนมุสลิม ศาสนาพุทธเถรวาท ศาสนาพุทธฉือจี้ และสันติอโศก ไม่ว่าจะมาจากศาสนาใดใด คุยกันสอดคล้องไปในทำนองเดียวกัน เหมือนนักดนตรีคนละวงเล่นดนตรีแจมกัน เป็นเพลงไพเราะงดงาม สอดประสานกันเป็นสังคมสมานฉันท์ที่แท้จริง
เราคุยกันสอดคล้องถึงความเมตตาที่จะให้ผู้อื่น ให้แบบอ่อนน้อมไม่ใช่ให้แบบผู้อยู่เหนือกว่าให้ผู้ด้อยกว่า แต่เป็นการให้โดยสละตัวตนของเราออกไปด้วย การทำงานช่วยเหลือให้บริการผู้อื่นจากใจในขณะที่ขัดเกลาจิตใจตัวเองกันไปด้วย เป็นจิตอาสาที่จะทำให้สังคมและผู้อื่นมีความสุข ผู้รับเองก็เป็นผู้ให้ไปในตัว อย่างน้อยก็เป็นผู้ทำให้ผู้ให้ได้ให้และมีความปลื้มปิติที่ได้ทำสิ่งดีดี
สรุปโดยย่อ จิตอาสา คือจิตที่ต้องการให้ผู้อื่น ตั้งแต่การให้เงิน ให้ของ จนกระทั่งให้แรงงานแรงสมองหรือที่เรามักเรียกว่า อาสาสมัคร เพื่อช่วยให้ผู้อื่นหรือสังคมมีความสุขมากขึ้น การให้หรือเสียสละนี้สามารถทำไปได้จนถึงการเสียสละความเป็นตัวตนหรืออัตตาของเรา ลงไปเรื่อยๆ
ปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือสังคมมากขึ้นจากภาคธุรกิจในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสงเคราะห์เบื้องต้นเช่น การบริจาคเงิน บริจาคสิ่งของให้ผู้ประสบภัยหรือผู้ที่ต้องการ บางองค์กรก็รณรงค์เรื่องดีดีต่างๆ เป็นต้นว่าถนนสีขาว บางองค์กรมีนโยบายเอื้อให้พนักงานและผู้บริหารของตนทำงานอาสาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่อนุญาตให้พนักงานทำงานเป็นอาสาสมัครได้โดยไม่ถือเป็นวันลา ๑๐ วัน เหมือนกับทางภาคราชการที่ตอนนี้กำหนดออกมาเป็นกฎใช้กันทั่วไปแล้วสำหรับปีหน้า หรือบางองค์กรสร้างงานเอง อาจเริ่มจากการมองเห็นประเด็นสังคมใกล้ตัวที่เกี่ยวข้อง เข้าไปเก็บข้อมูล เรียนรู้ความต้องการแท้จริงของชุมชน หรือปัญหาที่เกิดขึ้น บางที่ทำงานร่วมกับนักสังคมสงเคราะห์มืออาชีพ บ้างทำงานกับองค์กรสาธารณประโยชน์ชนิดต่างๆ (CSOs, NGOs, NPOs) ที่ทำงานช่วยเหลือสังคมอยู่เป็นงานหลักอยู่แล้ว เพื่อจะได้ไม่ไปช่วยเหลือผิดทาง แทนที่จะสร้างอาจกลับไปทำลายความสามารถหรือวิถีชุมชนของพื้นที่ที่อยากไปช่วยเหลือ บางองค์กรก็ทำจนครบวงจรแก้ปัญหาได้ในระยะยาว เช่น โครงการรักบ้านเกิด (DTAC)และโครงการเสื้อสมานฉันท์ (แตงโม) เหล่านี้ล้วนเป็นงานจิตอาสาในรูปแบบต่างๆทั้งสิ้น
พวกเราท่านใดจะเริ่มจากการเอาตัวไปเป็นอาสาสมัครก่อนก็จะได้พัฒนาตัวและใจไปพร้อมกับการช่วยเหลือผู้อื่นได้ เมื่อเอาตัวลงไปเราอาจจะค้นพบอะไรในสังคมมากขึ้น อาจจะค้นพบอะไรในใจเราเองมากขึ้น อาจจะค้นพบคุณค่าความงดงามในจิตใจใครต่อใครมากขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายอะไร แค่ลงมือเท่านั้น ลองหาข้อมูลได้ในงานต่างๆ http://www.volunteerspirit.org/, http://www.ngobiz.org/, http://www.give2all.com/, http://www.siamvolunteer.com/, http://www.budnet.info/ และนี่เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้อ่านทุกท่านคะ สุขสันต์ยิ่งขึ้นในปีต่อๆไปด้วยการให้และอาสาเพื่อสังคมนะคะ
เขียน: โดย ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ บทความสำหรับ ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ การบริหารงานและการจัดการองค์กร ตอนที่ ๓๘ | | | | |
|
|